บทที่ 2 บทนำ 2
โมลีกำลังไถสเกตบอร์ดของตัวเองไปตามลานวัด ในขณะที่คอยทำธุระส่งคนนั้น ส่งคนนี้ โบกรถ หรือทำอะไรเพื่อที่จะอำนวยความสะดวกของแขกเหรื่อที่มาร่วมงานได้ ซึ่งเธอรู้ว่ามันไม่เหมาะสม ดูเสียมารยาทหรือดูไม่ดีในสายตาใคร ๆ แต่จะทำยังไงได้ล่ะ ในเมื่อการทำอย่างนี้มันทุ่นแรง ทำให้เธอไม่ต้องเหนื่อยเดินไกล แถมช้าอีกต่างหาก
ซึ่งปกติแล้วเธอไถไม่เคยพลาด ด้วยความที่ใช้ชีวิตอยู่กับมัน หากให้นับเป็นช่วงเวลาก็เกินกว่าครึ่งชีวิตแล้วด้วยซ้ำ เพราะเธอไม่ได้เล่นตามกระแส เธอเป็นผู้เล่นที่มาก่อนกาล หนึ่งคือเท่ สองคือขี้เกียจเดิน และเล่นมาตั้งแต่เด็กกระทั่งเคยไปแข่งแล้วก็ชนะ ฉะนั้นไม่ต้องตกใจหรอกที่เห็นเธอไถสเกตฯ ทำสิ่งต่าง ๆ
ปกติเธอไม่เคยสะดุด สาบานต่อหน้าเมรุเผาศพเลย... แต่ไม่รู้ว่าคราวนี้มันซวยอะไร หรือเธอกำลังตกใจ? เมื่อเห็นว่ามีชายหนุ่มรูปงามกำลังร้องไห้หน้าดำหน้าแดงในงานศพของแม่ตัวเองกัน เท้าที่กำลังไถ ๆ อยู่จึงตะแคงข้าง ผลของมันก็คือคนไปทาง อีแผ่นไม้นั่นไปอีกทาง... จากเท่ ๆ อยู่ก็กลายเป็นที่ขบขัน ซึ่งดีนะที่ตรงนี้เป็นมุมอับจึงมองเห็นกันไม่กี่คน
“อุ๊บ!” แต่ไม่ร้องค่ะ ต่อให้ก้นจ้ำเบ้ากระแทกอย่างรุนแรงแต่เธอก็ไม่ร้องออกมาสักแอะ โมลีกลั้นเสียงอย่างสุดความสามารถ แต่กลับเป็นอีกคนต่างหากที่ร้องเสียงหลงและก้าวพรวดพราดออกมา
“คุณ!”
ชวินบุตรแทบลืมไปแล้วว่าตัวเองกำลังร้องไห้ เพราะทันทีที่เขาเห็นคนล้มลงต่อหน้าต่อตา ด้วยความรุนแรงจนพื้นสะเทือน คุณหมอหนุ่มก็รีบวิ่งเข้ามาสำรวจกระดูกกระเดี้ยวก่อนเป็นอันดับแรก
โดยไม่สนใจเลยว่าตอนนี้ ตัวเองก็ดูไม่จืดเหมือนกัน ด้วยน้ำตาที่นองเต็มหน้า น้ำมูกน้ำลายที่ไหลออกมาเป็นสาย
“ลุกไหวไหม? ผมดูแล้วไม่มีอะไรหัก... แต่คุณลุกไหวไหม?”
คุณหมอหนุ่มถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ทำเอาคนที่เจ็บอยู่เคลิบเคลิ้มไปกันใหญ่ ยิ่งได้มองหน้าตาที่ถูกยื่นเข้ามาใกล้ แม้จะเปรอะไปบ้าง แต่ด้วยความตากลมโต ปากเล็กสีชมพู จมูกโด่งเป็นสัน และใบหน้าที่เนียนเรียบราวกับไอดอลชาย (JK BTS) มันก็ทำให้หญิงสาววาดฝันไปถึงภาพวันที่เราสองคนแต่งงานกัน
แต่เดี๋ยวก่อน... โมลีจำเป็นต้องเรียกสติให้ตัวเอง เมื่อนึกขึ้นได้ว่าตอนนี้เธออยู่ในงานศพของมารดา หญิงสาวหลับตาลงหนัก ๆ ก่อนจะส่ายหน้าเพื่อลืมภาพงานแต่งงานของเขากับเธอ
“มึนหัวเหรอครับ?”
แต่เสียงที่อ่อนโยนกลับทำให้ภาพนั้นย้อนกลับมาอีกครั้ง
ตายจริง... ทำยังไงดี ตั้งแต่เกิดมาเธอยังไม่เคยหวั่นไหวกับชายใด จนพูดไม่ออกอย่างนี้เลย
“มานั่งตรงนี้ก่อนเถอะ... ขอโทษนะครับ” เมื่อเห็นว่าเธอเงียบไป และทำท่าทางเหมือนจะลุกไม่ไหว ชวินบุตรก็ถือวิสาสะรวบร่างเพรียวเข้ามาในอ้อมกอด และออกแรงเพียงหนึ่งครั้งก็สามารถอุ้มเธอไปวางที่เก้าอี้ใต้โต๊ะหินอ่อนได้
จากนั้นมือเรียวก็สำรวจร่างกายของคนไข้อีกครั้งราวกับเป็นสัญชาตญาณ แต่สิ่งที่เขาได้รับกลับเป็นการจ้องมองด้วยความนิ่งงัน พอชวินบุตรเป็นฝ่ายที่นิ่งบ้าง คนเจ็บก็ดึงเสื้อแขนยาวเนื้อนิ่มคลุมฝ่ามือไว้ ก่อนจะค่อย ๆ ซับลงไปบนแก้มสาก ลบเลือนหยดน้ำตาที่เกรอะกรังให้เลือนหายด้วยการกระทำที่อ่อนโยน
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ มีล้ม มีเจ็บ มีร้องไห้เป็นธรรมดา”
เหมือนเธอจะพูดถึงตัวเอง แต่ก็ไม่น่าใช่เพราะเธอไม่ได้ร้องไห้อยู่นี่นา วินาทีนั้นแหละชวินบุตรถึงรู้ตัวว่าพลาดให้คนอื่นเห็นน้ำตา
เขาจึงพรวดพราดลุกขึ้นยืน และใช้หลังมือปาดคราบน้ำตา พยายามข่มใจของตัวเองให้เป็นปกติ ก่อนจะมองกลับที่ใบหน้ากลมมนของคนที่เพิ่งลุกขึ้นมา ซึ่งโมลีก็ได้แต่ยิ้มปลอบประโลม จากนั้นก็ยัดบางอย่างไว้ในมือของคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า
“ของชำร่วยค่ะ” พูดจบ คนให้ก็เดินกระเผกออกไป ทิ้งให้ชวินบุตรยืนเคว้งอยู่ลำพัง ณ ที่แห่งนั้น
ชายหนุ่มพ่นลมหายใจออกมา เพราะมันคงแปลกเกินไปที่เขามานั่งร้องไห้เสียอกเสียใจในงานศพของคนอื่นคนไกล ทั้งที่ตัวเองไม่ใช่ลูกไม่ใช่หลาน ก่อนจะแบมือขึ้นมามอง ‘ของชำร่วย’ ที่เธอให้
ซึ่งเป็นหินสีดำโปร่งแสงที่ถูกเกลาจนเป็นรูปทรงกลมดิกขนาดเท่าข้อนิ้วก้อย ถูกห้อยคล้ายเป็นจี้กับสร้อยเงินยาวสวย น่าจะเป็นของมีค่ามากกว่าที่จะเป็นของชำร่วยที่ให้คนที่มาร่วมงาน
ซึ่งเขาไม่รู้หรอกว่าเธอให้เขาทำไม ชวินบุตรไม่รู้จักชื่อของมัน ไม่รู้ความหมายเลยด้วยซ้ำ แต่แทนที่ชายหนุ่มจะเอาไปคืนให้กับคนเป็นเจ้าของที่กำลังไถสเกตบอร์ดไปมา (ไม่เข็ดหลาบ) เขากลับเลือกที่จะกำมันไว้แนบแน่น
หวังพึ่งพิงให้มันช่วยเยียวยาหัวใจที่แหลกสลาย และดูท่าว่าจะไม่มีวันกลับมาเป็นชิ้นดี
